วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ไมเคิลแองเจโล
di Lodovico Buonarroti Simoni



            ไมเคิลแอนเจโลหรือมิเคลันเจโล บูโอนารอตติ (MICHELANGELO di Lodovico Buonarroti Simoni ) ศิลปินชาวฟลอเรนซ์ เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1475 ที่หมู่บ้านคาเปรเซ (Caprese) ในคาเซนติโน (Casentino) ห่างจากนครฟลอเรนซ์ประมาณ 40 ไมล์ บิดาเป็นข้าราชการชื่อ Lodovico di Leo nardo Buonarrot มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1446-1531 มารดาชื่อ Francesa di Neri มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1455-1481 หลังจากเขาเกิดได้ 2-3 สัปดาห์ ครอบครัวก็อพยพเข้าไปอยู่ในนครฟลอเรนซ์ ในปี ค.ศ. 1488 มิเคลันเจโลก็ได้เข้าฝึกงานกับโดมิเนโก จิร์ลันไดโอ (Domemico Ghirlandaio) จิตรกรชาวฟลอเรนซ์ผู้เชี่ยวชาญในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียกหรือเฟรสโก ( Fresco ) ต่อมาเขาได้ใช้ความรู้นี้เมื่อเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วิหารซิสติน ( The Sistine Chapel ) ในวาติกันในอีก 20 ปีถัดมา ระหว่างสามปีที่ฝึกงานอยู่ที่มิเคลันเจโลได้ศึกษางานจิตรกรรมและวาดเส้นด้วยการลาออกงานจิตรกรรมของสิลปินรุ่นก่อน ๆ ได้แก่ คัดลอกผลงานจิตรกรรมของจอตโต ( Giotto di Bondone จิตรกรมชั้นครูชาวฟลอเรนซ์ยุคแรก ๆ มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1266-1337) และมาที่แวคซิดอ ( Tommaso di Ser Giovan ni di Mone เรียกกันโดยทั่วไปว่า Masaccio เป็นจิตรกรรมเรเนสซองค์ยุคแรก เกิดเมื่อค.ศ. 1401- ไม่ทราบปีที่ถึงแก่กรรม ) เป็นการฝึกฝนและการศึกษางานจิตรกรรมขั้นพื้นฐาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1489 มิเคลันเจโลได้เข้าเรียนและฝึกงานในสายตระกูลเมตดิชิ ซึ่งมีลักษณะโรงเรียนคล้ายศิลปะ ต่อมาได้พัฒนามาเป็นสถาบันศิลปะหรือ อะคาเดมี ( Academy ) ภายใต้การอุปถัมภ์ของ ลอเรนโซ ( Lorenzo de Medici หรือ Lorenzo the Magnificent ) อันเป็นโอกาสสำคัญทำให้มริเคลันเจโลได้ศึกษางานประติมากรรมของกรีกและโรมันที่ตระกูลเมดิชิสะสมไว้นอกจากนี้เขายังได้สมาคมกับศิลปิน นักปรัชญาและกวีคนสำคัญ ๆ ในยุคนั้น การได้คบหาสมาคมกับบุคคลเหล่านั้นทำให้เขาได้รับอิทธิพลทางความคิดปรัชญามาผสมผสานกับแนวคิดในการสร้างสรรค์งานศิลปะของตน แทนที่ให้ความสำคัญกับทักษะฝีมือเท่านั้น

หลังจากตระกูลเมดิชิหมดอำนาจลง ในปีค.ศ.1492มิเคลันเจโลได้เดินทางไปเมืองโบโลญา เพื่อรับจ้างทำงานประติมากรรมประดับสุสาน ต่อมาระหว่างปี ค.ศ. 1496-1501 เขาได้เดินทางไปพำนักอยุ่นกรุงโรม เพื่อรับจ้างเขียนรูปและรับงานประติมากรรมต่างๆ ในช่วงเวลานี้เองเขามีโอกาสสร้างผลงานสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของเขาได้รับการกล่าวขวัญในฐานะประติมากรยิ่งใหญ่แห่งยุค คือ ประติมากรรมหินอ่อน “ ปิเอตา ” ( Pieta ) ซึ่งเป็นพระเยซูนอนอยุ่บนตักพระแม่มาเรียสลักหินอ่อนเนื้อขาวบริสุทธิ์สุง 5 ฟุต 9 นิ้ว แสดงให้เห็นความสามารถในการแกะสลักที่มีฝีมือสูงยิ่งและแฝงไว้ด้วยปรัชญาของคริสต์ศาสนางานประติมากรรมชิ้นนี้ปัจจุบันชิ้นอยู่ที่โบสถ์เวนตืปีเตอร์กรุงโรมเมื่อแกะสลักรูปปีเอตาเสร็จแล้วเขาได้เดินทางกลับฟลอเรนซ์ในปีค.ศ.1501เพื่อรับงานแกะสลักหินอ่อนที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ ประติมากรรมหินอ่อนรูป “ เดวิด ” ( David ) ซึ่งแกะสลักจากแท่งหินอ่อนขนาดใหญ่ยาวประมาณ 18 ฟุต เป็นแท่งหินอ่อนเก่าแก่ที่วางทิ้งไว้โดยไม่มีประติมากรคนใดกล้าแกะสลัก มิเคลันเจโลใช้เวลาถึง 4 ปี เพื่อนฤมิตรแท่งหินอ่อนก้อนใหญ่นี้ให้เป็นชายหนุ่มรูปงามและเมื่อเขาแกะสลักรูปเดวิดเสร็จมิเคลันเจดลกลายเป็นวีรบุรุษของชาวฟลอเรนซ์มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วอิตาลี(รูปเดวิดได้ทำจำลองขึ้นหลายรูปรูปต้นแบบปัจจุบันอยู่ที่ Gallerlia dellAcademiaนครฟลอเรนซ์เป็นศิลปกรรมเด่นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้

มิเคลันเจโลหรือไมเคิลแอนเจโลเกิดมาเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างแท้จริงเขาทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กจนถึงสองสามวันก่อนที่จะถึงแก่แรรมในวันที่18กุมภาพันธ์ ค.ศ.1564 เวลาประมาณ 16.30 น. ที่บ้านพักกรุงโรม อายุ 89 ปี ขณะที่แกะสลักงานประติมากรรมหินอ่อนชื่อ “ ปิเอตา รอนดานินี ” (Pieta Rondanini) ค้างอยู่ หลังจากถึงแก่กรรมแล้วศพถูกนำไปฝังไว้ที่โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ซึ่งเขาเป็นผู้ออกแบบแต่ไม่สามารถกระทำได้เพราะLeonardo Buonarroti หลานชายของเขาได้นำศพมิเคลันเจโล กลับไปฝังที่โบสถ์SantiApostoliในนครฟลอเรนซ์ถิ่นกำเนิดของเขาในวันที่ 10 มีนาคมปีเดียวกัน

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558




              เทพาอาเรส (Ares) หรือ Mars แทพแห่งสงคราม


แอรีส หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า มาร์ส (Mars) เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม อาวุธ และชุดเกราะ และเป็นหนึ่งในสิบสองเทพแห่งโอลิมปัสด้วย
แอรีส เป็นเทพแห่งการสงครามเช่นเดียวกับ อธีน่า แต่ทว่าอธีน่าจะได้รับการยกย่องและบูชามากกว่า เนื่องจากอธีน่าเป็นเทพีที่ใช้สติปัญญาวางแผนในการสู้รบมากกว่า ซึ่งได้รับการบูชาในฐานะเทพีแห่งสติปัญญาด้วย ผิดกับแอรีสซึ่งมักจะใช้ความดุดันและโหดร้ายในการสงครามมากกว่า ซึ่งโฮเมอร์ กวีเอกคนสำคัญของกรีกโบราณ ยังเคยเขียนถึงพระองค์ว่า เป็นเทพที่โหดร้ายและหยาบช้า
           แอรีส ซึ่งเป็นชู้รักของเทวีอโฟรไดท์เธอเป็นบุตรองค์หนึ่งของเทพปริณายก ซูส กับเจ้าแม่ ฮีรา และเป็นที่เกลียดชังของเทพและมนุษย์ทั้งปวงเว้นแต่ชาวโรมัน ผู้มีนิสัยชอบการสงคราม

             ชาวโรมันเทิดทูนสดุดีเทพองค์นี้ยิ่งนัก ถึงกับอุปโลกน์ให้เป็นเทพบิดาของ โรมิวลัส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรม และพรรณาสรรเสริญเกียรติคุณของเธอนานัปการ ตรงกันข้ามกับชาวกรีก ซึ่งนอกจากจะไม่นิยมเลื่อมใสเทพองค์นี้แล้ว ยังถือว่า เธอเป็นเทพที่มีสันดานป่าเถื่อนดุร้าย ปราศจากความเมตตากรุณาเสียอีก ในมหากาพย์อิเลียด ซึ่งเป็นบทกวี เกี่ยวกับการ สงครามแท้ ๆ เธอเป็นที่เกลียดชังตลอดเรื่อง นักกวีโฮเมอร์ถึงแก่ประณามเธอว่า "ยินดีในการประหัตประหาร มีมลทินด้วยเลือด เป็นอุบาทว์สำหรับมนุษย์ทั้งปวง" เมื่อสรุปตามสายตาของกรีกดังกล่าว โดยสำนวนปัจจุบัน เราจะเห็นว่า อาเรสคือ เทพอันธพาลของกรีก

             อาเรสเป็นโอรสขององค์เทพซูสกับฮีร่าเทวี และทรงเป็นโอรสที่เทพบิดาซูสตรัสใส่หน้าเลยว่า "เจ้าเป็นที่น่าชังที่ สุดในบรรดาลูกของข้า ทั้งโหดร้าย ดื้อด้านเหมือนแม่เจ้าไม่ผิด!" ซึ่งวาทะประโยคนี้นับว่าวิจารณ์อุปนิสัยใจคอของ อาเรสได้ตรงเป็นที่สุด นอกจากโหดร้ายและดื้อดึง อาเรสยังบุ่มบ่าม โกรธง่าย และนิยมความรุนแรงมาก นับว่าเป็นอุปนิสัยที่ แตกต่างกับเจ้าแม่เอเธน่า มากซึ่งเป็นเทวีแห่งสงครามเหมือนกัน เอเธน่านั้นสุขุม เฉลียวฉลาดและกล้าหาญ จึงได้รับการ ยกย่องทั่วทุกหนแห่ง เป็นเหตุให้อาเรสเกิดจิตริษยาเอามาก เป็นดั่งว่า "ฟ้าให้อาเรสเกิดแล้วไฉนให้เอเธน่ามาเกิดอีกเล่า" เวลาพบกันทีไรจึงมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ มีครั้งสำคัญอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อไปพบกันกลางทางและมีเรื่องทะเลาะกัน อย่างเคย เทพอาเรสเกิดบันดาลโทสะ จึงขว้างจักรอันเรืองฤทธิ์แรงกล้าพอ ๆ กับอสนีบาตขององค์ซูสเทพบิดา เข้า ใส่เอเธน่า เจ้าแม่เอี้ยวหลบแล้วทรงยกเอาหินที่วางอยู่แถว ๆ นั้นขึ้นทุ่มตอบกลับไป หินก้อนนั้นมิใช่หินธรรมดา แต่เป็นหินที่ตั้งไว้เพื่อ แสดงเขตแดนของนคร หินนั้นกระทบถูกอาเรสเข้าให้ถึงกับทรุดลงกองกับพื้น ก่อนที่เทวีเอเธน่าจะกลับไปเจ้าแม่ยังกล่าวเยาะ ให้เจ็บใจเล่นด้วยว่า "เจ้างั่ง! เพียงแค่นี้ เจ้าก็เดาได้แล้วใช่ไหมว่าเรี่ยวแรงของเรามากขนาดไหน อย่าแหยมมารบกวน เราอีกต่อไปเลย!"  

             เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับอาเรสองค์นี้ คือในฐานะที่เป็นเทพแห่งสงคราม ตามปกติหากรบที่ไหนต้องมีชัยที่นั่น แต่ผิดถนัดสำหรับเทพองค์นี้ หากว่าอาเรส รบที่ไหนปราชัยที่นั่นมากกว่า จนน่าประหลาดใจ นอกจากจะพ่ายแพ้แก่เทวีเอเธน่าแล้ว ยังแพ้มนุษย์อีกด้วย อาทิเช่น วีรบุรุษเฮอร์คิวลิส เคยสังหารโอรสของอาเรสมาแล้ว ครั้นผู้เป็นพ่อเข้าช่วยลูก ก็ถูกต่อยตีจนต้องหลบหนีขึ้นไปบนโอลิมปัสแทบไม่ทัน เมื่อนำเรื่องทูลฟ้องซูสเทพบดี ไท้เธอก็ตัดสินไกล่เกลี่ยให้เลิกรากันไป เนื่องจากแท้ที่จริง เฮอร์คิวลิสก็เป็นโอรสของไท้เธอเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีมารดาเป็นมนุษย์สามัญ

             เทพอาเรสมักเสด็จไปไหน ๆ โดยรถศึกเทียมม้าฝีเท้าจัดมากมาย แสงเกราะและแสงศาตราวุธของเธอส่องแสงเจิดจ้าบาดตาผู้พบเห็น มีบริวารที่ติดสอยห้อยตามอยู่ 2 คนคือ เดมอส (Deimos) ซึ่งแปลว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) แปลว่าความน่าสยองขวัญ บริวารนี้บางตำนานกล่าวว่าเป็นโอรสของเทพอาเรส ในทาง ดาราศาสตร์เมื่อตั้งชื่อดาวอังคารว่า มาร์ส ตามชื่อเทพแห่งสงครามแล้ว ก็เลยตั้งชื่อดวงจันทร์บริวารทั้งสองของดาวอังคารว่า เดมอสกับโฟบอสตามตำนานไปด้วยเลย

             ในด้านความรักของอาเรสนั้นเร่รักไปเรื่อยเช่นเดียวกับเทพบุตรอื่น ๆ ในโอลิมปัส ไม่ได้ยกย่องใครเป็นชายา แต่มีเรื่องรักสำคัญของอาเรสอยู่ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น ได้แก่การลักลอบเป็นชู้กับเทวีแห่งความงามและความรักนาม อโฟรไดท์

             เมื่ออาเรสเป็นที่เกลียดชังของเทพและมนุษย์ (ชาวกรีก) เช่นนั้นพฤติการณ์ของเธอตอนเป็นชู้กับเทวี อโฟรไดท์จึงเป็นที่ครหารุนแรงและมวลเทพก็คอยจ้องจับผิดก็เพราะความมืดของราตรีกาลเป็นใจ ตราบใดเธอ หลบไปได้ก่อนดวงอาทิตย์ของอพอลโลไขแสง หากยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา ตราบนั้นพฤติการณ์ของเธอก็ยังคง เป็นความลับ เธอเกรงกลัวอยู่ก็แต่แสงสว่าง ซึ่งเปรียบประดุจนักสืบของเทพอพอลโลเท่านั้น ถ้านักสืบนั้นแฉ พฤติการณ์ของเธอให้ประจักษ์แก่เทพอพอลโลแล้ว เทพอพอลโลก็คงจะนำความไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ถึงกรณี ที่เธอลักลอบกับเทวีอโฟรไดท์เธอจึงวางยามไว้คนหนึ่งให้คอยปลุกเมื่อใกล้รุ่ง ผู้ทำหน้าที่นี้คือ หนุ่มน้อยชื่อว่า อเล็กไทรออน (Alectryon) 

             ในคราวที่ความจะแตก อเล็กไทรออนหลับยามเพลินไปจนรุ่งเช้าเป็นเหตุให้อพอลโลเห็นอาเรสกับอโฟรไดท์นิทรา หลับอยู่ด้วยกัน อพอลโลจึงนำความไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ฮีฟีสทัสสานร่างแหเหล็กเตรียมไว้ก่อนแล้ว พอได้ความดังนั้นก็หอบ ร่างแหไปทอดครอบอาเรสกับอโฟรไดท์ไว้ให้เทพทั้งปวงมาดูและหัวเราะเยาะอย่างครื้นเครง แล้วจึงปล่อยไป ฝ่ายอาเรสได้รับ ความอัปยศอดสูท่ามกลางธารกำนัลยิ่งนัก จึงสาปอเล็กไทรออนให้กลายเป็นไก่ ทำหน้า ที่คอยขันยามในเวลาใกล้รุ่งทุกคืน เป็นการลงโทษในการที่หลับยาม
             ด้วยเหตุนี้ไก่ผู้ทุกตัวที่เกิดขึ้นในโลก จึงสืบสกุลมาจากไก่อเล็กไทรออนตัวแรกนั้นทั้งสิ้น
              และผลของการอภิรมย์ของคู่นี้ ทำให้เทวีอโฟร์ไดท์ ประสูติธิดาออกมาองค์หนึ่งนามว่า อาร์โมเนีย ซึ่งต่อมาได้ เป็นราชินีแห่งนครธีบส์


เพอร์เซโฟนี (Persephone) ราชินีผู้เลอโฉมแห่งปรโลก

เมื่อได้กล่าวถึง เทพฮาเดส พญามัจจุราชแห่งปรโลกไปแล้ว คราวนี้มาถึง ราชินีผู้เลอโฉมแห่งปรโลกล่ะกัน ราชินีผู้งดงามเคียงข้างบนบัลลังก์แห่งปรภพแห่งเจ้าเหนือวิญญาณทั้งปวงในอาณาจักรใต้พิภพ พระเทพีพระองค์นี้ คือ "เทพีเพอร์เซโฟนี" ผู้เป็นหลานสาวแท้ๆของเทพฮาเดสผู้นี้ เทพีแห่งความเจริญงดงาม พระองค์ทรงเป็นพระธิดาในเทพซีอุสกับเทพีดิมิเตอร์ โพสพเทพีแห่งกรีก เมื่อเทพีดิมิเตอร์กับเทพีเพอร์เซโฟนีอยู่ด้วยกัน ความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพรรณธัญหารก็จะบังเกิดขึ้น แต่เมื่อทั้งสองพรากจากกันความแห้งแล้งและอดอยากก็จะมาเยือนสรรพชีวิต เพราะเทพีเพอร์เซโฟนีเป็นสัญลักษณ์แห่งการเจริญงอกงาม เมื่อความเจริญงอกงามไม่อยู่ พืชผลก็ล้มตาย 
                    
          และอยู่ๆจากเทพีผู้สดใสน่ารักตามประสาสาววัยแรกรุ่น ก็พลิกผันกลายเป็นราชินีแห่งปรโลกและเย็นชาไปได้อย่างไร ตามตำนานเล่าว่า เทพีเพอร์เซโฟนีถูกตาต้องใจเทพฮาเดสเป็นอันมาก พระองค์จึงลักพาตัวไปยังอาณาจักรใต้พิภพ และสวมมงกุฎที่ประดับด้วยอัญมณีที่งดงามแก่เทพีเพอร์เซโฟนีทั้งๆที่พระเทพีร้องไห้เสียใจแห่งความพลักพลาก เทพฮาเดสยินดีกับที่พระองค์ทรงได้พระมเหสีที่งดงามและผ่องใส พระเทพีทรงเกลียดพระสวามีมาก ถึงขนาดเกิดความเย็นชาไม่สนใจอะไรในพระสวามีเลยตั้งแต่อภิเษกกันมา แต่เมื่อพระเทพีถึงกำหนดขึ้นสู่พื้นพิภพใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกและเย็นชา เมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์และกลายเป็นใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มและชีวิตชีวา ความแห้งแล้งบนโลกหายไปสิ้น กลับบังเกิดความอุดมสมบูรณ์ขึ้น แสดงถึงวันที่พระเทพีได้กลับสู่อ้อมอกพระมารดาอีกครั้ง กลายเป็นตำนานความเป็นของฤดูกาล

        ถึงพระเทพีจะทรงมิชอบพระสวามี แต่อย่างไรก็มีความรู้สึกรักบ้าง เข้าตำราว่า รักนะแต่ไม่แสดงออก ทำให้เทพฮาเดสไม่รู้ว่าพระเทพีก็ทรงรักในเทพฮาเดสอยู่บ้าง ในตำนานเคยกล่าวว่า พระองค์ลงมือสังหาร นางไม้ นามว่า "มินธี" สิ้นคาที่ โดยมีเทพีดิมิเตอร์ผู้เป็นพระมารดาร่วมด้วย นี้แสดงได้ถึงความหึงหวงที่พระเทพีมีให้เทพฮาเดส ของใครของใครก็หวง อะไรบางนั้น

              มีตำนานเล่าถึงวีรบุรุษนามว่า"ออร์ฟีอุส" เป็นพระโอรสแห่งเทพอะพอลโล จึงเก่งกาจในการเล่นพิณ เขาเป็นมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เดินทางไปปรโลกอาณาจักรแห่งเทพฮาเดส เพื่อตามหาดวงวิญญาณของนางไม้ยูลิดิซี นางอันเป็นที่รักกลับคืนสู่พื้นโลกเบื้องบน ด้วยเสียงพิณอันไพเราะและเศร้าทำให้พระราชินีแห่งปรโลก ที่ว่ามีความเย็นชา กลับร้องไห้ออกมาและทูลวิวองต่อเทพฮาเดสผู้เป็นพระสวามีให้ออร์ฟีอุสนำวิญญาณของนางยูริดิซีไป เพราะพระเทพีทรงสงสารในความรักของทั้งสอง เป็นทั้งแรกและครั้งสุดท้าย ที่พระเทพีร้องไห้ให้เห็นในปรโลก และมีพระเมตตาสงสารขึ้นมา ซึ่งจากวันนั้นมา พระเทพีก็กลับมาเย็นชาตามเดิม 
       
       ในตำนานรักของกรีก 1 ในตำนานนั้นเป็นที่รักในตำนานเทพเจ้ากรีก คือ ตำนานอีรอสกับไซคี ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่า อีรอสรู้แล้วว่าไซคีรู้ความจริงว่าตนเป็นเทพบุตรจึงบินหนีไป ไซคีจึงออกตามหาพระสวามีนั่นคือ เทพบุตรอีรอส จึงเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเทพีอโฟรไดทิ ซึ่งนางไม่รู้เลยว่า เทพีอโฟรไดทิต้องการกำจัดนางเพราะนางไซคีสวยกว่าพระองค์ เทพีอโฟรไดทิจึงช่วยให้นางไซคีไปขอความงามจากเทพีเพอร์เซโฟนีราชินีแห่งปรโลกมาให้พระองค์ นางไซคีไม่รู้ว่าการใช้ของพระเทพีในครั้งนี้ เป็นการส่งนางไปตาย แต่นางไซคีก็ยอมทำเพราะต้องการพระสวามีกลับคืน นางไซคีได้รับความช่วยเหลือจากเทพเจ้าที่เห็นใจในความภักดีของนางจนมาถึงตำหนักที่พำนักแห่งเทพีเพอร์เซโฟนี พระเทพียืนผอบทองคำให้มา และนางไซคีก็รับมาและนำกลับไปให้เทพีอโฟรไดทิ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของนาง พอเปิดผอบมันกลับกลายเป็นการหลับไหลนิรันดร นางไซคีสิ้นใจลง อีรอสที่แอบตามมาห่างๆก็ออกมาและได้ขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้าบนโอลิมปัส จนเทพซีอุสประทานความเป็นอมตะแก่นางไซคี และเทพบุตรอีรอสกับนางไซคีก็ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดกาล 
    เรื่องที่ยกมานี้เพื่อให้ทราบว่า เทพีเพอร์เซโฟนี ถูกกล่าวในตำนานและเทพนิยายของกรีก ซึ่งถึงว่าพระองค์มีความสำคัญต่อชาวกรีกไม่น้อยเลยทีเดียว


           เพอร์ซุส (perseus) วีรบุรุษแห่งกรีก ผู้สังหารเมดูซา


มาพูดถึงวีรบุรุษแห่งกรีกอีกท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ทรงพลกำลังเหมือนดั่งเฮอร์คิวลิสแต่กลับมีความเหมือนกันที่เป็นลูกครึ่งเทพเจ้าเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดว่า เพอร์ซุสเป็นทวดแห่งเฮอร์คิวลิส ซึ่งจะเล่าในช่วงต่อไป หรืออาจเป็นเพราะเหตุนี้ส่วนหนึ่งจึงทำให้เฮอร์คิวลิสมีอภิพลังมหาศาลเพราะเชื้อเทพมาทั้งสองสายทั้งฝ่ายมารดาและบิดาที่เป็นจอมเทพอยู่แล้ว ผู้คนทั้งหลายรู้จักเปอร์ซุสในนาม "เพอร์ซุสผู้สังหารเมดูซา" ซึ่งเป็นอสูรร้ายที่น่ากลัว ที่สามารถทำให้ผู้ที่สบตาของมันแล้วกลายเป็นหินไป

         ตำนานกล่าวว่าเพอร์ซุสว่าเป็นพระโอรสแห่งเทพซีอุสกับพระชายาที่เป็นมนุษย์นามว่า "ดาเนีย" เขาเล่าว่า ท้าวอะคริสิอัสกษัตริย์แห่งเมืองอาร์กอสผู้เป็นพระราชบิดาแห่งเจ้าหญิงดาเนียทรงเข้ารับคำทำนายจากนักบวชวิหารเดลฟีว่า
  "เจ้าจะต้องตายด้วยบุตรชายแห่งธิดาเจ้า"
    หลังจากนั้นท้าวอะคริสิอัสจึงกลัวว่าพระองค์จะตายจึงป้องกันเป็นการดับไฟเสียแต่ต้นลมโดยการสร้างหอคอยที่สูงและขังเจ้าหญิงดาเนียไว้ เพื่อป้องกันเจ้าหญิงมีความสัมพันธ์กับชายอื่นจนตั้งครรภ์ แต่ไหนจะรอดพ้นจากคำทำนายเมื่อเทพซีอุสเกิดหลงรักเจ้าหญิงดาเนียและมาร่วมภิรมย์สุขสมจนเจ้าหญิงตั้งครรภ์และให้กำเนิดพระโอรส พอท้าวอะคริสิอัสทราบเท่านั้นก็จับเจ้าหญิงดาเนียใส่หีบพร้อมพระโอรสพระองค์น้อยลอยทิ้งลอยทะเลไป และแล้วหีบใบนี้ก็ลอยไปติดที่เกาะเซอริฟัส และเจ้าหญิงพร้อมพระโอรสได้รับความช่วยเหลือจากหัวหน้าชาวประมงนามว่า"ดิคทิส"ซึ่งเป็นพระเชษฐาแห่งกษัตริย์โพลิเดคทิส ดิคทิสจึงตัดสินใจส่งเจ้าหญิงพร้อมพระโอรสให้ท้าวโพลิเดคทิสอุปถัมภ์ จนพระโอรสองค์น้อยเติบโตเป็นหนุ่มรูปงาม นามว่า "เพอร์ซุส" ท้าวโพลิเดคทิสซึ่งหลงรักในเจ้าหญิงดาเนียมานานแต่มีเพอร์ซุสเป็นก้างขวางคอ พระองค์จึงจัดการเขาโดยส่งเพอร์ซุสไปตายโดยให้เพอร์ซุสไปนำหัวเมดูซามาเป็นของขวัญ เพอร์ซุสก็ยอมรับภารกิจครั้งนี้ 
      
         เพอร์ซุสออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกซึ่งท้าวโพลิเดคทิสบอกว่า
   "ที่อยู่ของปีศาจร้ายเมดูวาอยู่สุดขอบโลกทางทิศตะวันตก…"
         เช่นนั้นเพอร์ซุสจึงต้องเดินทางไปยังทิศตะวันตกแต่ไม่ทันไรก็มีทะเลมาขว้างกั้น แต่สวรรค์ยังปราณีเทพซีอุสผู้เป็นบิดาสั่งพระเทวโองการให้เทพฮาเดส เทพีอธีน่า และเทพเฮอร์เมสช่วยเพอร์ซุสในภารกิจครั้งนี้ จากนั้นเทพเจ้าทั้ง 3 พระองค์ทรงประทานของวิเศษพระองค์ละอย่างแก่เพอร์ซุส
 - เทพฮาเดส ประทานหมวกนักรบที่มีขนนกเป็นพู่สวยงาม
 - เทพีอธีน่า ประทานโล่
 - เทพเฮอร์เมส ประทานเกือกติดปีก
     เพอร์ซุสดีใจกับของวิเศษที่เทพเจ้าประทานมาให้ เพอร์ซุสจึงได้โอกาสถามเทพเจ้าว่าปีศาจเมดูซาอยู่ที่ใด เทพีอธีน่าจึงตอบว่า
    "พวกเราเหล่าทวยเทพมิรู้หรอก แต่มีกลุ่มเทพีกราเอีย 3 พี่น้องเท่านั้นที่รู้ว่าปีศาจเมดูซาอยู่ที่ไหน"
   "พระองค์และเทพี 3 พี่น้องกราเอียอยู่ที่ไหนล่ะพระองค์"
   "เจ้าจงใช้เกือกติดปีกแห่งข้าเหาะไปยังเกาะกลางทะเลที่นั่นคือที่อยู่ของพี่น้องเทพีกราเอีย" เทพเฮอร์เมสกล่าว
   "ขอให้เจ้าทำภารกิจนี้สำเร็จ" เทพฮาเดสกล่าว

       เมื่อเพอร์ซุสได้คำตอบเป็นที่พอใจจึงลาและขอบคุณเทพเจ้าที่ช่วยเหลือ เพอร์ซุสจึงเดินทางต่อไปโดยอาศัยเกือกติดปีกของเทพเฮอร์เมส จนมาถึงเกาะที่อยู่ของ เทพีกราเอีย 3 พี่น้อง เพอร์ซุสพบกับภาพของเทพีที่น่าสงสารที่ตาบอดทุกพระองค์ แต่มีดวงตาเพียงดวงเดียวที่แบ่งกันใช้เท่านั้น เพอร์ซุสขโมยดวงตาแห่งเทพีกราเอียมาเพื่อหลอกถามถึงที่อยู่ของปีศาจเมดูซา เหล่าเทพียอมบอกทางแก่เพอร์ซุสจนไปถึงเกาะอันเป็นที่อยู่แห่งปีศาจเมดูซาได้สำเร็จ…

      เพอร์ซุสมาถึงเกาะที่เต็มไปด้วยรูปแกะหินเหมือนคนจริง ในท่าทางต่างๆ ทั้งน่ากลัว น่าสงสาร ทุกรูปล้วนเคยเป็นคนมีลมหายใจ แต่กลับมากลายเป็นหินเพราะปีศาจเมดูซา เปอร์ซุสเข้าไปยังปราสาทที่อยู่ของเมดูซา และเพอร์ซุสไม่กล้ามองเมดูซาโดยตรงเพราะกลัวว่าเมื่อสบตามันแล้วจะกลายเป็นหิน เขาจึงดูเอาจากเงาที่สะท้อนในโล่ ปรากฏว่าเขาพบกับเมดูซาและเด็ดหัวมันมาจนได้และเหาะนำหัวเมดูซากลับสู่เกาะเซอริฟัส (บางตำนานว่าพอเพอร์ซุสตัดหัวเมดูซาได้นั้นก็บังเอิญสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งออกมาจากคอของเมดูซา นั่นคือ ม้ามีปีก นามว่า "ปีกาซัส" ซึ่งเขาว่าเป็นบุตรที่เมดูซาตั้งครรภ์ครั้งที่มีความสัมพันธ์กับเทพโพไซดอนในครั้งที่เมดูซายังเป็นนางพรายงดงามนางหนึ่งและถูกเทพีอธีน่าลงทัณฑ์โปรดการสาปให้เป็นปีศาจร้ายอย่างที่เป็นอยู่นั่นเอง…) แต่กลับถูกพายุพัดเข้ามาถึงอุทยานสวรรค์แห่งเทพเจ้าที่มีเทพแอตลาสที่แบกสวรรค์ไว้เป็นผู้เฝ้า เพอร์ซุสหวังจะพักผ่อนเพราะความเหน็ดเหนื่อยแต่กลับถูกเทพแอตลาสขับไล่ เพอร์ซุสจึงโมโหและชูหัวเมดูซาใส่เทพแอตลาส เมื่อเทพแอตลาสสบตากับหัวเมดูซาก็กลายเป็นหินไป ต่อมากลายเป็นภูเขาแอตลาสทางตอนเหนือทวีปแอฟริกา ต่อมาเพอร์ซุสออกเดินทางผ่านทะเลทรายซาฮาร่าบังเอิญเลือดของเมดูซาหยดไหลตามทางจึงบังเกิดเป็นงูพิษที่อาศัยในทะเลทราย

      เพอร์ซุสเดินทางผ่านกรุงเอธิโอเปียอันมีท้าวเซฟฟิฟัสปกครอง ซึ่งเขาต้องประหลาดกับเหตุการณ์ที่มีสาวงามถูกตรึงไว้กับโขดหินและมีเจ้าสัตว์ประหลาดจากทะเลกำลังจะกินนาง เพอร์ซุสจึงเข้าสังหารมันเพื่อช่วยหญิงสาวที่เป็นเหยื่อ เพอร์ซุสมาทราบทีหลังว่า หญิงสาวผู้นี้คือ เจ้าหญิงอันโดเมดร้าพระธิดาแห่งท้าวเซฟฟิฟัส ซึ่งเพอร์ซุสยังประหลาดใจว่าทำไมเจ้าหญิงต้องมาเป็นอาหารของปีศาจร้าย ท้าวเซฟฟิฟัสกล่าวถึงสาเหตุว่า
  "พระมเหสีข้า คัสสิโอเปีย กล่าวดูหมิ่นเกียรติแห่งเหล่านางพรายนีเรียดส์ทั้ง50นางซึ่งมี1ในนั้นคือเทพีอัมฟิตริตีราชินีแห่งเทพโพไซดอน พระองค์พิโรธจึงส่งสัตว์ร้ายแห่งท้องทะเลขึ้นมาอาละวาดจับพสกนิกรของเรากิน จนเราต้องส่งสาวพรหมจรรย์มาสังเวยมันทุกปีจนมาถึงคราวของเจ้าหญิงอันโดรเมดร้านี้ล่ะท่าน"
    เมื่อเพอร์ซุสทราบความจริงแล้ว ท้าวเซฟฟิฟัสพอพระทัยเพอร์ซุสที่ช่วยพระธิดาไว้จึงยกพระธิดาให้เป็นพระชายา และแล้วเพอร์ซุสก็อภิเษกกับเจ้าหญิงอันโดรเมดร้าและพาเจ้าหญิงกลับบ้านเมืองของพระองค์และเพอร์ซุสได่นำหัวของเมดูซามาถวาย พอมาถึงเกาะเซอริฟัสพบว่าพระมารดาเจ้าหญิงดาเนียหนีมาอยู่ที่บ้านของดิกทิสเพราะถูกท้าวโพรเดคทิสลวนลาม เพอร์ซุสคิดแก้แค้นจึงเข้าเฝ้าและมอบหัวเมดูซาแก่ท้าวโพรเดคทิสโดยชูหัวเมดูซาให้ เมื่อพระองค์สบตาเมดูซาพระองค์ก็กลายเป็นหินไป จากนั้นเพอร์ซุสก็ยกเมืองนี้ให้ดิกทิสเป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไป จากนั้นเพอร์ซุสก็นำหัวเมดูซามาประดับไว้ในโล่ของเทพีอธีน่าและพระองค์ก็คือของวิเศษกลับคืนสู่เทพเจ้าซึ่งเป็นเจ้าของเดิม…

   จากนั้นเพอร์ซุสพาพระมารดาและเจ้าหญิงอันโดรเมดร้าล่องเรือสู่เมืองอาร์กอสเพื่อเยี่ยมเสด็จตาและหวังว่าเสด็จตาจะหายกลัวในคำทำนายแล้ว พอท้าวอะคริสิอัสทราบเท่านั้นก็ได้หลบหนีไปพำนักที่เมืองลาริสซาซึ่งเจ้าเมืองเป็นพระสหายเก่า เพอร์ซุสมาถึงก็ออกตามหาเสด็จตาจนมาถึงเมืองลาริสซา ซึ่งในขณะนั้นมีการจัดงานกีฬา เพอร์ซุสก็ลงแข่งขันด้วยโดยลงแข่งก๊ฬาขว้างจานเหล็ก (ควอยต์) ซึ่งบังเอิญจริงๆเพอร์ซุสขว้างแรงไปโดยไม่ได้ตั้งใจดันไปถูกชายชราคนหนึ่งเสียชีวิต พอเจ้าหญิงดาเนียมาถึงก็กลายว่าชายชราที่ตายนั้นคือ ท้าวอะคริสิคัส ซึ่งเป็นไปตามคำทำนายเสียจริงที่พระองค์จะต้องตายด้วยน้ำมือของหลาน ต่อมาเพอร์ซุสก็ขึ้นครองราชย์เมืองอาร์กอสแต่เกิดความไม่สบายใจเพราะเท่ากับว่าตนเป็นผู้สังหารเสด็จตาเหมือนว่าแย่งบัลลังก์มา พระองค์จึงมาสร้างเมืองใหม่คือ "ไมซีนี" จากนั้นพระองค์กับพระราชินีอันโดรเมดร้าก็ทรงครองรักกันอย่างมีความสุข

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

Charles Augustus Lindbergh


ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ป็นวีรบุรุษของอเมริกัน เกิด 4 กุมภาพันธ์ 1902 เสียชีวิต 26 สิงหาคม 1974 ผู้เป็นนักบินคนแรกที่บินเดี่ยวโดยไม่หยุดพัก ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากนครนิวยอร์กไปยังปารีส โดยใช้เครื่องบินใบพัด ปีกชั้นเดียว ชื่อ สปิริตออฟเซนต์หลุยส์ เมื่อวันที่ 20-21 ค.ศ.1927
เมื่อลินด์เบิร์กมีอายุได้ 25 ปีขณะที่ทำงานเป็นนักบินให้กับการไปรษณีย์อเมริการ ได้ตัดสินใจเข้าร่วมชิงรางวัล Orteig Prize ที่จะมอบเงิน 25,000 ดอลล่าร์สหรัฐแก่ใครก็ตามที่สามารถบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยไม่หยุดพักได้ โดยลินด์เบิร์กได้เริ่มบินออกจากสนามบินรูสเวล ในการ์เดนซิตี้ ในลองไอส์แลนด์ในรัฐนิวยอร์ก และไปสิ้นสุดการบินที่สนามบิน Le Bourget ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส รวมเป็นระยะทางกว่า 5,800 กิโลเมตร โดยใช้เครื่องบินใบพัด ปีกชั้นเดียว เครื่องยนต์เดี่ยว ที่มีชื่อว่า สปิริตออฟเซนต์หลุยส์ โดยความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ลินด์เบิร์กมีชื่อเสี่ยงไปทั่วโลกในทันที และได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ์ขั้นสูงสุดของสหรัญอเมริกา ที่มีชื่อว่า Medal of Honor อีกด้วย
ในตอนปลายของทศวรรษ 1920 ถึงต้นทศวรรษ 1930 ลินด์เบิร์กได้ใช้ชื่อเสียงของตนในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1932 ลูกชายของลินด์เบิร์กที่ยังเป็นเพียงเด็กทารก ได้ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมในภายหลัง ซึ่งบรรดาสื่อถือว่าเป็น "อาชญากรรมแห่งศตวรรษ" เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ลินด์เบิร์กและครอบครัวตัดสินใจอพยพไปอยู่ในยุโรป จนกระทั่งเมื่อจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นได้เปิดฉากโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ โดยก่อนหน้านี้ ลินด์เบิร์ก เคยเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการต่อต้านไม่ให้สหรัฐเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ตามรอยบิดาของเขาที่ก็เป็นผู้นำของขบวนการต่อต้านสงครามในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ลินด์เบิร์กได้หันมาสนับสนุนในการทำสงครามกับญี่ปุ่น และให้คำปรึกษาแก่กองทัพในสมรภูมิสงครามแปซิฟิกหลายครั้ง อย่างไรก็ตามประธานาธิบดี เฟรงกลิน ดี รูสเวล ปฏิเสธที่จะคืนยศแก่ลินเบิร์ก หลังจากที่ลินด์เบิร์กได้ตัดสินใจลาออกจากกองทัพในเดือนเมษายน ค.ศ. 1941
ในบั้นปลายของชีวิต ลินด์เบิร์กยังได้กลายเป็นนักเขียนที่โด่งดัน นักสำรวจ นักประดิษฐ์ และนักสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี 

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรชี - Corrado Feroci ชาวอิตาลีสัญชาติไทย เป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งของไทยโดยได้สร้างคุณูปการในทางศิลปะจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง และครูสอนศิลปะในมหาวิทยาลัยศิลปากร จนเป็นที่รักใคร่และนับถือทั้งในหมู่ศิษย์และอาจารย์ และได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีผลงานที่โดดเด่นหลายอย่างในประเทศไทย ได้แก่ พระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สวนลุมพินี และ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย และเป็นบิดาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร




ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ในเขตซานโจวันนี (San Giovanni) เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี บิดาชื่อ นาย Artudo Feroci และมารดาชื่อนาง Santina Feroci เมื่ออายุ 23 ปี สามารถสอบผ่านเป็นศาสตราจารย์ จากราชวิทยาลัยศิลปแห่งนครฟลอเรนซ์(The Royal Academy of Art of Florence)
ปี พ.ศ. 2441 ได้เข้าศึกษาในระดับชั้นประถม หลักสูตร 5 ปี หลังจากจบหลักสูตร จึงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนระดับมัธยมอีก 5 ปี หลังจากนั้นจึงเข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะ แห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปีในขณะที่มีอายุ 23 ปีและได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรม
ปี พ.ศ. 2466 ท่านได้ชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรป ด้วยเหตุนี้จึงเดินสู่แผ่นดินสยามเพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากร สถานแห่งราชบัณฑิตสภา
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2485 ประเทศอิตาลียอมพ่ายแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวอิตาเลียน ในประเทศไทยตกเป็นเชลยของประเทศเยอรมนี กับ ญี่ปุ่น แต่รัฐบาลไทยขอควบคุมตัวท่านศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรจี ไว้เอง และ หลวงวิจิตรวาทการ ได้ดำเนินการทำเรื่องราวขอโอนสัญชาติจากอิตาเลียนมาเป็นสัญชาติไทย โดยเปลี่ยนชื่อของท่านให้มาเป็น "นายศิลป์ พีระศรี" เพื่อคุ้มครองท่านไว้ ไม่ต้องไปถูกเกณฑ์เป็นเชลยศึกให้สร้าง ทางรถไฟสายมรณะ และ สะพานข้ามแม่น้ำแคว เมืองกาญจนบุรี
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้เริ่มวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะเริ่มแรกชื่อ โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง และในปีพ.ศ. 2485กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนั้นโดย ฯพณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ จึงได้มีคำสั่งให้ อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และ ตรา พระราชบัญญัติยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะจิตรกรรมประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดสอนเพียง 2 สาขาวิชาคือ สาขา จิตรกรรม และสาขา ประติมากรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดี คนแรก
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้ออกแบบปั้นและควบคุมการหล่อพระราชนุสาวรีย์ และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทย โดยการปั้นต้นแบบสำหรับพระปฐมบรมราชานุสรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 - 2477 อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พ.ศ. 2484 พระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี และการออกแบบพระพุทธรูปปางลีลา ประธานพุทธมณฑล
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุได้ 69 ปี 7เดือน 29 วัน

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แม่น้ำ คาโน คริสเทลส์




แม่น้ำ คาโน คริสเทลส์ (Cano Cristales) มีอีกชื่อเรียกว่า แม่น้ำห้าสี ซึ่งได้รับการยอมรับ
ว่าเป็นน้ำที่สวยที่สุดในโลก อยู่ที่เมือง La Macarena ประเทศโคลัมเบีย แม่น้ำนี้มีระยะทาง
ยาวประมาณ 100 กิโลเมตร มีสีสันที่สวยงามสร้างความประทับใจต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับ
ฤดูกาลและสภาพอากาศ ซึ่งสีสันที่เกิดขึ้นนี้ก็เนื่องมาจาก พืชใต้น้ำ อย่างสาหร่ายและมอสส์
นานาพันธุ์ ที่มีสีแตกต่างกัน และเจริญเติบโตอยู่ใต้น้ำ พากันบานสะพรั่งอย่างพร้อมเพียงกัน 
เมื่อได้รับแสงแดด จึงทำให้สะท้อนสีเรืองรองผ่านผืนน้ำ ถือเป็นความงดงามอันน่าเหลือเชื่อ
ด้วยเหตุที่บริเวณก้นแม่น้ำ คาโน คริสเทิล นั้น เป็นโขดหิน หรือแผ่นหินสลับซ้อนกันอยู่ และ
ถูกปกคลุมด้วยพืชน้ำจำพวกมอสส์( Mosse ) และสาหร่าย( Algae ) สีเขียว เมื่อมีระดับน้ำที่
เหมาะสม บรรดาสาหร่าย และมอสส์ทั้งหลาย ก็จะได้รับแสงแดดที่พอเพียงจนทำให้
พร้อมใจกันเบ่งบานอวดสีสัน รอให้ผู้คนเข้าไปชมความงามอย่างเป็นธรรมชาติ แต่การจะ
เดินทางไปที่แม่น้ำนี้ไม่มีถนนตัดผ่านดังนั้นจึงต้องขี่ม้าเข้าไปเท่านั้น

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557


Pendont mes vacances , j'ai visité beaucoup d' îles tourisques. 

je suis allée à koh chang et koh samet avec ma famille. 

j'ai nagè plongé et j'ai mangé des fruits de mer.

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เช เกวารา



  เช เกวารา (Che Guevara หรือชื่อจริง Ernesto Rafael Guevara de la Serna) นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่แห่งละตินอเมริกา เสียชีวิต เชเกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2471 (ข้อมูลบางแห่งบอกว่าวันที่ 14 พฤษภาคม 2471 เพราะมารดาต้องการปกปิดว่าเธอตั้งครรภ์ก่อนแต่ง) เชเป็นลูกครึ่งไอริช-สเปน เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางแห่งเมืองโรซาริโอ (Rosario) ประเทศอาร์เจนตินา เรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยบูเอโนสไอเรส (University of Buenos Aires) ตอนที่เรียนอยู่ปีสุดท้ายเขากับเพื่อน อัลเบอร์โต กรานาโด (Alberto Granado) ได้ขี่มอร์เตอร์ไซค์ (Norton 1939, 500 cc.) ท่องเที่ยวไปทั่วแถบละตินอเมริกา ทำให้เขาได้พบเห็นความยากลำบากของผู้คนในชนบท ความยากจน การเอารัดเอาเปรียบและการกดขี่ข่มเหงที่เลวร้าย ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากความแตกต่างทางชนชั้น และรัฐบาลเผด็จการ (บันทึกการเดินทางในครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ แปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2539 และสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2547 ในชื่อเดียวกันว่า The Motorcycle Diaries) แล้วการเดินทางครั้งนี้ก็ได้เปลี่ยนชีวิตของว่าที่นายแพทย์หนุ่มอนาคตไกลให้กลายเป็นนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา เชตัดสินใจทิ้งเสื้อกราวน์ เข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติในประเทศต่าง ๆ จนได้พบกับ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ที่ประเทศแมกซิโกในปี 2498 ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม "26th of July Movement” เข้าปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเผด็จการของประเทศคิวบาได้สำเร็จในปี 2502 คาสโตรขึ้นเป็นประธานาธิบดี เชได้เป็นรัฐมนตรีดูแลนโยบายด้านการเงินการคลัง โดยใช้นโยบายสังคมนิยม-มาร์กซิสม์สะสางปัญหาเศรษฐกิจของคิวบาจนเริ่มฟื้นจากวิกฤติ ในปี 2508 เชก็ละจากคิวบาเดินทางไปร่วมปฏิวัติในประเทศต่าง ๆ เช่น คองโก เวเนซูเอลา เปรู เวียดนาม กัวเตมาลา และที่สุดท้ายคือประเทศโบลิเวีย ในที่สุดเชก็ถูกทหารฝ่ายรัฐบาลโบลิเวีย (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CIA ของสหรัฐอเมริกา) จับกุมตัวได้และยิงเสียชีวิต ข่าวการตายของเชได้สร้างความเศร้าสลดใจมาให้ชาวละตินอเมริกาอย่างมาก หลังจากนั้นเขาก็ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักต่อสู้เพื่อเอกราช สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนหนุ่มสาวต่อสู้กับความอยุติธรรมมาจนทุกวันนี้


วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557


 Robert "Bob" Nesta Marley

 

 โรเบิร์ต บ็อบ เนสตา มาร์เลย์ (อังกฤษ: Robert "Bob" Nesta Marley) นักดนตรีชาวจาเมกา เกิดเมื่อวันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 เป็นบุตรชายคนเดียวของ นาง ซีเดลล่า กับ ร้อยเอก นอร์วัล มาร์เลย์ ในชุมชนคนผิวดำ เมืองเชนต์แอนน์ ประเทศจาเมกา มีชื่อเต็มว่า เขาใช้ชีวิตในวัยเด็ก และเติบโตท่ามกลางชุมชนทาสในครอบครัวที่แตกแยก ปี พ.ศ. 2500 มารดาของเขาอพยบครอบครัวเข้าสู่เมืองหลวง คือ กรุงคิงส์ตัน อาศัยอยู่ในสลัม เทรนช์ทาวน์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนยากจน มีวิถีชีวิตตามความเชื่อดั่งเดิมของคนดำ คือเชื่อว่าตนเป็นลูกหลานของกษัตริย์โซโลมอน และ เป็นชนชาติยิวพลัดถิ่น รอวันกลับสู่แผ่นดินของตน ถิ่นนี้เป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมและ ลัทธิรัสตาฟาเรียนิสม์ (rastafarianism) ชีวิตวัยเด็กบ็อบมีนิสัยเห็นแก่ตัว แต่ไม่มีนิสัยลักขโมยแบบเด็กสลัมทั่วไปเขารักเพื่อน และทำทุกอย่างเพื่อเพื่อน อายุ 17 ปีเขาก็เริ่มทุ่มเทให้กับการร้องเพลงฝึกฝนอย่างจริงจัง เริ่มจากการร้องในโรงภาพยนตร์ และไช้เวลาหลังจากเลิกเรียนหัดร้องเพลงกับเพื่อนๆแทนการทำการบ้าน เหมือนพระเจ้าประทานโอกาสมาสู่เขา เมื่อได้มีโอกาสเรียนรู้ด้านดนตรี จาก โจฮิกก์ส ศาสตราจารย์ข้างถนนที่มีความสามารถทางดนตรีอย่างเยี่ยมยอด เขาเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับดนตรีอย่างจริงจัง

นถึงปี พ.ศ. 2505 ก็เริ่มก่อตั้งวงดนตรีกับ บันนี และ ปีเตอร์ แมคอินทอช เล่นเพลงป๊อปอเมริกาเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพในระหว่างฝึกฝนด้านดนตรี และเริ่มมีแผ่นเสียงของตนเองออกจำหน่ายในปีนั้น ปี พ.ศ. 2506 บ็อบ มาร์เลย์ ก็ก่อตั้งวงดนตรีชื่อ เดอะ เวลลิงรูดบอยส์ กับเพื่อนอีก 6 คน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1966 แต่งงานครั้งแรกกับ ริต้า แอนเดอร์สัน ปี พ.ศ. 2503 จังหวะเพลงสกาเริ่มช้าลงเปลี่ยนเป็น ร็อกสเตดี จนผสมผสานระหว่างอเมริกากับจาไมก้ากลายมาเป็น ดนตรีที่เรียกว่า เร็กเก้ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมเพราะกระแสเพลงร็อกยังร้อนแรงอยู่ เวลาผ่านไปบทเพลงเร็กเก้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น และมีผลงานเพลงแนวเร็กเก้เจ้าแรกผลิตแผ่นเสียงออกสู่ตลาดใน ปี พ.ศ. 2511 เจ้าของผลงาน คือ ทูตส์ ฮิบเบิร์ต แห่งวง เดอะ เมย์ตัลส์

งหวะเร็กเก้เป็นจังหวะที่เน้นความสำคัญของกลองและเบส การให้จังหวะของกลอง และเครื่องเป่าจังหวะการเคาะที่แตกต่างจากจังหวะร็อก คืออยู่ที่จังหวะ 1-3 ในขณะที่ร็อกอยู่ที่ 2-3 ส่วนเนื้อหาของบทเพลงสะท้อนถึงมุมมองชีวิตของชาวลัทธิรัสตาฟาเรียน และวิพากษ์วิจารณ์สังคมตามมุมมองของชาวรัสตา ปี พ.ศ. 2509 ประเทศจาไมก้า ตกอยู่ในภาวะร้อนระอุบทเพลงเนื้อหาเริ่มร้อนแรงขึ้นอันเป็นผลมาจากการปราบ จลาจลสงครามระหว่างสีผิวในปี พ.ศ. 2508 ติดตามด้วยกระแสต่อต้านคนดำ และการไล่รื้อสลัมทำหมู่บ้านจัดสรรในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2509 และการประทะของกลุมชนที่เข้าข้างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอันได้แก่พรรค อนุรักษนิยมแจแอลพี และพรรค สังคมนิยมพีเอ็นพีฝ่ายค้าน

ธันวาคม ปี พ.ศ. 2519 บ็อบและเพื่อนร่วมวงถูกลอบยิงระหว่าซ้อมดนตรีเพื่อนแสดงในคอนเสิร์ต smaile jamaicaเพื่อปรองดองความขัดแย้งของฝ่ายต่างไนจาไมก้าตามคำขอของ นาย แมนเลย์ แห่งพรรคสังคมนิยมพีเอ็นพี ที่ บ็อบ ถือหางอยู่

นที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2523 บ็อบ มาร์เลย์ได้รับเชิญไห้ร่วมเล่นดนตรีในพิธีเฉลิมฉลองเอกราชของประเทศ ซิมบับเว ที่เคยป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ซิมบับเว เป็นประเทศเอกราชลำดับที่ 50 ของทวีปอัฟฟริกา

นจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 เวลา 11.45 น. บ็อบ มาร์เลย์ ราชาเร็กเก้ เสียชีวิตที่ โรงพยาบาลชีดาร์ ออฟ เลบานอน ในไมอามี่ ประเทศอเมริกา รวมอายุ 36 ปี ด้วยสาเหตุ คือโรคมะเร็ง ที่เริ่มจากแผลที่นิ้วเท้าจากการเตะฟุตบอลกีฬาที่เขาชื่นชอบ ศพของบ็อบ มาร์เลย์ ถูกนำไปฝังที่หลักเก้า บ้านเกิด ศพนอนภายในโลงสีบรอนซ์สวมเจ็คเก็ตผ้าเดนิม นิ้วมือขวาวางบนคัมภีร์ไบเบิลเปิดกางไว้ที่ บท psalm 23 ส่วนมือซ้าย วางทาบบนกีตาร์ กิ๊บสัน-เลสพอล สีแดงเพลิงกีตาร์คู่ใจของเขา

 Vasco da Gama

 

  

  

วัชกู ดา กามา (โปรตุเกส: Vasco da Gama; ประมาณ พ.ศ. 2003-2068) หรือ วาสโก ดา กามา ตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ เป็นนักเดินเรือสำรวจชาวโปรตุเกส เกิดที่เมืองซีนิช แคว้นอาเลงเตชู ประเทศโปรตุเกส สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการค้บพบเส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่อินเดียหว่างปี พ.ศ. 2040-42 โดยแล่นเรือตรงจากกรุงลิสบอน ไปถึงชายฝั่งมะละบาร์ ตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย โดยแล่นเรืออ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ทางตอนใต้ของแอฟริกาซึ่งบาร์ตูลูเมว ดีอัช (Bartolomeu Dias) เป็นผู้ค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2031

วัชกู ดา กามา ได้รับมอบหมายจากกษัตริย์มานูเอล ที่ 1 แห่งโปรตุเกสให้ไปค้นหาอินเดียที่เชื่อกันในสมัยนั้นว่าเป็นแผ่นดินคริสเตียนที่เล่าลือแพร่หลายเกี่ยวกับ เปรสเตอร์ จอห์น พระคริสเตียนแห่งอินเดียผู้ครอบครองนคร 100 แห่งในโลกตะวันออก รวมทั้งเพื่อการหาลู่ทางเปิดตลาดค้าขายกับโลกตะวันออก

ต่อมา อีกครั้งหนึ่งระหว่างปี พ.ศ. 2045-2047 วัชกู ดา กามา ได้นำกองเรือมุ่งสู่กาลิกัต (Calicat) เพื่อล้างแค้นจากการที่กลุ่มนักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เปดรู อัลวาริช กาบราล (นักสำรวจสำคัญของโปรตุเกส) ปล่อยไว้ที่นั่นถูกฆ่า ในปี พ.ศ. 2067 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปราชแห่งอินเดีย แต่ต่อมาไม่นาน วัชกู ดา กามา ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตที่โคชิน (Cochin) และได้รับการนำศพกลับโปรตุเกส

วัชกู ดา กามา มีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยาตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐาธิราช
 อนุสัญญาเจนีวา

อนุสัญญาเจนีวา (อังกฤษ: Geneva Conventions) คือสนธิสัญญาสี่ฉบับ และพิธีสารสามฉบับที่วางมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้เป็นเหยื่อของสงครามอย่างมีมนุษยธรรม ได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2492 และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2493 มีเป้าหมายให้การสงเคราะห์ทหาร และพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยประสานงานใกล้ชิดกับคณะกรรมการกาชาดสากล (ไอซีอาร์ซี)

  จากการประชุมที่จัดโดยรัฐบาลประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอีก12 ประเทศในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2507ข้อตกลงที่ประชุมได้รับการร่างและลงนามโดยประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้น ซึ่งเราเรียกข้อตกลงนี้ว่า อนุสัญญาเจนีวา เป็นอนุสัญญาฉบับแรก ซึ่งมีสาระสำคัญว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้บาดเจ็บจากสนามรบ ซึ่งอนุสัญญานี้ได้รับการแก้ไขปรับปรุงจากการประชุมระหว่างประเทศในเวลาต่อ มา การแก้ไขปรับปรุงครั้ง ล่าสุด คือการประชุมในปี พ.ศ. 2492 และได้ตกลงประกาศเป็นอนุสัญญาเจนีวาจำนวน 4 ฉบับ ได้ลงนามกันในปี พ.ศ. 2492 โดยมีหลักการมูลฐานสำคัญ 3 ประการ คือ มนุษยธรรม ความเสมอภาค และ ความไม่ลำเอียง และอนุสัญญาทั้ง 4 ฉบับมีสาระสำคัญโดยสังเขปดังนี้ 

อนุสัญญาฉบับที่ 1 ว่าด้วยการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยในกองทัพที่อยู่ในสนามรบให้มี สภาพดีขึ้น 

อนุสัญญาฉบับที่ 2 ว่าด้วยการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยและลูกเรือที่อับปางของกอง กำลังรบในทะเล ให้มีสภาพดีขึ้น 

อนุสัญญาฉบับที่ 3 ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึก 

อนุสัญญาฉบับที่ 4 ว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองบุคคลพลเรือนในระหว่างสงคราม หรือการขัดแย้งทางกำลังทหารประเทศต่าง ๆ ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้ ดังนี้

 - การรักษาพยาบาล แก่เพื่อนและศัตรูโดยเท่าเทียมกัน

- เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เกียรติของมนุษย์ สิทธิในครอบครัว ในการนับถือศาสนาและเกียรติของสตรี

- ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ไปเยี่ยมนักโทษสงคราม และประชาชนที่อยู่ในค่ายกักกัน โดยพูดกับผู้ถูกกักขังอย่างไม่มีพยานร่วมรับรู้

- ห้ามการกระทำที่ไม่มีมนุษยธรรม การทรมาน การประหารชีวิต การเนรเทศ จังตัวประกัน สอบสวนหมู่การกระทำที่รุนแรงและทำลายทรัพย์สินส่วนตัวอย่างไม่ปรานี

นอกจากนี้ อนุสัญญาเจนีวาฉบับนี้ ยังได้กล่าวถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือนให้พ้นจากภัยสงคราม ระหว่างประเทศและคุ้มครองแก่พวกกบฏให้พ้นจากการถูกทรมานในกรณีเกิดสงคราม กลางเมืองภายในประเทศ รวมทั้งมีสาระอื่น ๆ อีก เช่น เงื่อนไขการลงโทษเพื่อคุ้มครองผู้ถูกต้องโทษ และการส่งตัวนักโทษสงครามกลับสู่ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตน เป็นต้น

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

สนธิสัญญาแวร์ซาย



     สนธิสัญญาแวร์ซาย  (Treaty of Versailles)  เป็นสนธิสัญญาสันติภาพที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1919 ณ พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการยุติสถานะสงครามระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและจักรวรรดิเยอรมัน ซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ส่วนกลุ่มประเทศฝ่ายมหาอำนาจกลางอื่น ๆ ได้มีการตกลงยกเลิกสถานภาพสงครามด้วยสนธิสัญญาฉบับอื่น แม้จะได้มีการลงนามสงบศึกตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 แล้วก็ตาม การประชุมสันติภาพที่กรุงปารีสกินเวลานานกว่าหกเดือน จึงได้มีการสรุปสนธิสัญญาฯ
     
     ลจากสนธิสัญญาฯ ได้กำหนดให้จักรวรรดิเยอรมันต้องยินยอมรับผิดในฐานะผู้ก่อสงครามแต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้ข้อตกลงข้อ 231 (ในภายหลังรู้จักกันว่า "อนุประโยคความรับผิดในอาชญากรรมสงคราม") และในข้อ 232-248 เยอรมนีถูกปลดอาวุธ ถูกจำกัดอาณาเขตดินแดน รวมไปถึงต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่กลุ่มประเทศฝ่ายไตรภาคีเป็น จำนวนมหาศาล เมื่อปี ค.ศ. 1921 ได้ประเมินว่ามูลค่าของค่าปฏิกรรมสงครามที่เยอรมนีจะต้องจ่ายนั้นสูงถึง 132,000 ล้านมาร์ก (ราว 31,400 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 6,600 ล้านปอนด์) อันเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าจะยอมรับได้และไม่สร้างสรรค์ และเยอรมนีอาจต้องใช้เวลาชำระหนี้จนถึง ค.ศ. 1988 การชำระค่าปฏิกรรมสงครามนัดสุดท้ายมีขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2010 วันครบรอบยี่สิบปีการรวมประเทศเยอรมนี และเก้าสิบสองปีพอดีหลังสงครามยุติ

       สนธิสัญญาดังกล่าวได้ถูกบ่อนทำลายด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นภายหลังปี ค.ศ. 1932 จนกระทั่งร้ายแรงขึ้นเมื่อคริสต์ทศวรรษ 1930 การแก่งแย่งและเป้าหมายที่ขัดแย้งกันเองของฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามทำ ให้ไม่มีฝ่ายใดพอใจผลการประนีประนอมที่ได้มาเลย การที่ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่รื้อฟื้นความสัมพันธ์หรือทำให้เยอรมนีอ่อนแออย่าง ถาวร ทำให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามโลกครั้งที่สอง


มาร์ติน ลูเทอร์ 




 มาร์ติน ลูเทอร์  เป็นหนึ่งในผู้ปฏิรูปศาสนาคริสต์ โดยแยกมาเป็นนิกายโปรเตสแตนต์ เพราะไม่เห็นด้วยกับคำสอนของคริสตจักรโรมันคาทอลิกบางข้อ โดยการปฏิรูปนี้เกิดขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา เรียกว่าการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์ นิกายที่ถือหลักเทววิทยาตามแนวคิดของลูเทอร์เรียกว่านิกายลูเทอแรนซึ่งเป็นนิกายย่อยในนิกายโปรเตสแตนต์

        มาร์ติน ลูเทอร์  เกิดที่เมือง ไอสเลเบน นครแซกโซนี ประเทศเยอรมนีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1483 บิดามารดาเป็นคนยากจนและไม่ได้รับศึกษา เมื่อเติบโตขึ้นก็ไม่มีเงินจะให้ลูเทอร์เข้าโรงเรียน ลูเทอร์ต้องเที่ยวร้องเพลงขอทานตามบ้านต่างๆ เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนในโรงเรียน เผอิญมีหญิงมั่งคั่งคนหนึ่งเกิดความเมตตาได้ช่วยเหลือให้เข้าอยู่ใน มหาวิทยาลัยเมื่อ ค.ศ. 1500

     ลูเทอร์ได้ศึกษาเทววิทยา วรรณคดี ดนตรี และที่เอาใจใส่มากที่สุดคือกฎหมาย บิดาของลูเทอร์ก็ปรารถนาให้ลูเธอร์เป็นนักกฎหมาย แต่เมื่ออายุ 22 ปีเกิดเหตุการณ์หนึ่งคือเพื่อนของลูเทอร์ถูกฆ่าตายในเวลาดวลต่อสู้กับบุคคล หนึ่ง ทำให้ลูเทอร์กลายเป็นคนกลัวผี ขี้ขลาด ต่อมาอีก 2-3 วันลูเทอร์จะเข้าประตูมหาวิทยาลัย ก็เกิดฝนตกฟ้าร้อง ฟ้าผ่ามาใกล้ๆ ลูเทอร์ได้อธิษฐานว่า ถ้ารอดพ้นไปได้จะบวชเป็นบาทหลวง ต่อมาในไม่ช้าในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1505 ลูเธอร์ก็เข้าไปอยู่ในอารามคณะออกัสติเนียนในมหาวิทยาลัยวิตเทนบูร์ก ตั้งหน้าศึกษาคัมภีร์ไบเบิลอย่างเอาใจใส่ เป็นคนเฉลียวฉลาด พูดเก่ง จนในที่สุดก็ได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น

     ในปี ค.ศ. 1511 ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาราม ลูเทอร์ได้มีโอกาสไปแสวงบุญที่โรม และได้พบเห็นชีวิตของสันตะปาปาโอ่โถง หรูหราจนเกือบไม่มีกษัตริย์องค์ใดสู้ได้ และเห็นว่านักบวชไม่ควรดำเนินชีวิตอย่างนั้น

    จนในปีค.ศ. 1515 สันตะปาปาเลโอที่ 20 อยากจะสร้างโบสถ์ให้งดงามสมตำแหน่งจึงได้ตั้งบัญญัติใหม่ว่า ถึงแม้จะทำความผิดเป็นอุกฉกรรจ์มหันตโทษเพียงไร ก็สามารถล้างบาปได้โดยซื้อใบฎีกาไถ่บาป และบรรดานายธนาคารทั้งหลายในประเทศต่างๆก็ตกลงเป็นเอเยนต์รับฝากเงินที่คน ทั้งหลายจะชำระล้างบาปโดยไม่ต้องส่งไปโรม ลูเทอร์ได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกประชุมผู้รู้ทั้งหลายมาปรึกษา โต้เถียงกับบัญญัติใหม่

      จนในปีค.ศ. 1517 เดือนตุลาคม ลูเทอร์ได้นำประกาศที่เรียกว่า "ญัตติ 95 ข้อ" (The 95 Theses) ไปปิดไว้ที่ประตู้หน้าโบสถ์เมืองวิตเทนบูร์ก ซึ่งมีเนื้อหาประณามการขายใบยกโทษบาปของสันตะปาปา และการกระทำที่เหลวแหลกอื่นๆ

         ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1520 ลูเทอร์ได้รับหมาย ”การตัดขาดจากศาสนา” (Excommunication) โดยที่ลูเทอร์ต้องออกจากเขตปกครองของจักรพรรดิ ไปหลบที่วอร์มส์พร้อมกับผู้ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง ที่นั่นท่านได้แปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเยอรมัน และได้เขียนงานเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งมีทั้งพิธีมิสซาและศีลศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งลูเทอร์ตั้งใจที่จะให้ชาวบ้านซึ่งไม่เข้าใจภาษาละติน สามารถเข้าถึงหลักคำสอนและมีส่วนร่วมในพิธีกรรมต่างๆได้

     ลูเทอร์ป่วยตายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1546 ขณะที่มีอายุได้ 62 ปี เขาได้เขียนข้อความสุดท้ายบนกระดาษแผ่นเล็กๆไว้ว่า เราเป็นขอทาน และนี่เป็นเรื่องจริง

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556


เทพปกรณัมนอร์ส 
 
เทพปกรณัมนอร์ส ( Norse mythology) เป็นตำนานตามความเชื่อของชาวนอร์สหรือสแกนดิเนเวีย มีตำนานการเกิดโลกเช่นเดียวกับชนเผ่าอื่นๆ แต่อาศัยที่พวกเขาอยู่ในภูมิประเทศซึ่งเป็นน้ำแข็งตลอดเวลา เรื่องของเทพจึงเกี่ยวพันกับน้ำแข็งค่อนข้างมาก และที่แตกต่างกว่าเทพในความเชื่ออื่น ๆ ก็ตรงที่ เทพชาวนอร์สเป็นเผ่าพันธ์ครึ่งยักษ์ครึ่งเทพ มีความตายเป็นที่สุด เทพปกรณัมชาวนอร์สนี้ ยังเป็นแรงบรรดาลใจที่ทำให้ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน เขียนเรื่องของเขาด้วย
สำหรับชาวนอร์ส วิธีที่จะตายอย่างมีเกียรติ คือตายในที่สนามรบขณะยังมีวัยหนุ่ม เพราะเหตุที่เชื่อว่าจะทำให้ได้รับคัดเลือกไปอยู่ใน วัลฮัลลา(Valhala) สวรรค์แห่งนักรบ ซึ่งวิญญาณของพวกเขาจะได้ต่อตีกันอย่างสนุกสนาน(ตื่นเช้าขึ้นมาก็ออกไปเที่ยวฝึกการต่อสู้ ฝึกดาบ หากพลาดพลั้งตาย ก็จะฟื้นขึ้นใหม่ตอนเย็น ได้เวลากินพอดี) และรับการเลี้ยงชนิดไม่มีหมดไม่มีอั้น จนกว่าจะถึงเวลาแร็กนาร็อก เวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง (รวมทั้งพวกเทพด้วย) ฉะนั้นการตายแบบแก่ชรา โรคภัยไข้เจ็บถามหา นับเป็นเรื่องน่าอับอาย
ด้วยความที่ศาสนาบอกไว้ว่า ไม่มีอะไรคงทนถาวรกระทั่งเทพเจ้า ชาวนอร์สโบราณจึงคิดเสมอ การต่อสู้รบราด้วยความรุนแรงจนกระทั่งตายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความชั่วร้ายทั้งหลาย เพราะในช่วงเริ่มแรกของอารยธรรม พวกเขาต้องอยู่ในแผ่นดินที่มีแต่ความเย็นเฉียบ ไม่มีความสบาย แสงอาทิตย์จะปรากฏให้เห็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆในปีหนึ่ง
ชาวนอร์สเปรียบเทียบความมืด และความสว่าง กับความชั่ว และความดี สรรพสิ่งต่างๆที่อยู่ในธรรมชาติของเงามืด และธรรมชาติของความสว่างจึงเป็นของกันและกัน

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

รถไฟวิ่งลอดใต้ทะเล

   เทคโนโลยีรถไฟในต่างบ้านต่างเมืองค่อนข้างพัฒนาไปไกลและมีอะไรน่าทึ่งเสนอ ก่อนหน้านี้พี่มิ้นท์เคยเขียนบทความเกี่ยวกับความเร็วของ "รถไฟความเร็วสูง" ไปแล้ว บอกได้เลยว่าความเร็วของมันน่าอัศจรรย์จริงๆ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกของญี่ปุ่นวิ่งได้ถึง 580 กม./ชั่วโมง ถ้านึกไม่ออกว่าเร็วขนาดไหน ลองนึกสภาพว่าน้องๆ อยู่ลำปางแต่ใช้เวลามากรุงเทพฯ แค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น!! (นี่มันรถไฟเหาะชัดๆ เลยนะคะ) ส่วนเรื่องที่พี่มิ้นท์นำมาฝากวันนี้รับรองว่าน่าทึ่งไม่แพ้กันค่ะ
รู้มั้ยคะว่า เส้นทางรถไฟนอกจากจะอยู่บนดิน ใต้ดินหรือลอยฟ้าแล้ว เส้นทางรถไฟยังอยู่ใต้ทะเลได้ด้วยค่ะ แต่ใครที่กำลังฝันว่ารถไฟที่วิ่งใต้ทะเลจะได้เห็นหมู่ปลาแหวกว่ายไปมาคงไม่มีให้เห็นนะคะ เพราะวิศวกรจะขุดเจาะอุโมงค์จากพื้นดินใต้ท้องทะเล รถไฟจึงวิ่งอยู่ในอุโมงค์ทึบๆ เหมือนรถไฟใต้ดินนั่นเอง โดยวันนี้จะพูดถึง 2 อุโมงค์ที่ได้ชื่อว่าเป็นอุโมงค์ใต้ทะเลที่ยาวที่สุดในโลก

  ที่แรกคือ อุโมงค์เซกัง (Seikan Tunnel) เป็นอุโมงค์ลอดใต้ทะเลที่ยาวที่สุดและอยู่ลึกที่สุดในโลก โดยยาวถึง 53.85 กิโลเมตร (ส่วนที่อยู่ทะเลยาว 23.3 กิโลเมตร) และอยู่ลึกจากพื้นดินใต้ท้องทะเลลงไปกว่า 140 เมตรค่ะ ฟังจากชื่อก็รู้ได้ทันทีว่าอยู่ประเทศไหน          อุโมงค์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเกาะฮอนชูกับเกาะฮอกไกโด ในประเทศญี่ปุ่น แต่เดิมนั้นสองเกาะนี้เดินทางไปมาหาสู่กันด้วยเรือเฟอร์รี่ แต่การเดินทางด้วยวิธีนี้มีอุปสรรคเยอะค่ะ เพราะเจอพายุเป็นประจำ รัฐบาลญี่ปุ่นมีการสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างอุโมงค์เมื่อปี 2489 แต่หลังจากนั้นรัฐบาลได้เร่งเดินหน้าสร้างอุโมงค์แห่งนี้ เพราะในระยะเวลาไม่กี่ปีมีผู้โดยสารใช้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามไปมาระหว่างสองเกาะนี้เพิ่มมากขึ้นกว่า 4 ล้านคนและปริมาณการขนส่งก็เพิ่มมากขึ้นด้วย
และวันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงในปี 2531 รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้เปิดใช้งานอุโมงค์ Seikan อย่างเป็นทางการ หลังจากเปิดให้บริการแล้วมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ โดยเฉพาะเส้นทางจากโตเกียวไปเมืองซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ที่เรียกได้ว่ามีคนจองเต็มทุกเที่ยวเสมอ แม้ว่าจะแพงกว่าและใช้เวลามากกว่าการนั่งเครื่องบินด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่า...ไปญี่ปุ่นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องรถไฟทั้งที และยังเป็นรถไฟขบวนที่วิ่งลอดอุโมงค์ใต้ทะเลด้วย ใครๆ ก็อยากสัมผัสบรรยากาศดูสักครั้ง  สุดยอดการเดินทางข้ามเกาะ!! ด้วยรถไฟวิ่งลอดใต้ทะเล  สำหรับอุโมงค์ลอดใต้ทะเลอีกแห่งหนึ่งขอข้ามทวีปไปดูอุโมงค์ The Channel Tunnel ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสหราชอาณาจักรกับเมืองกาเลส์ ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส โดยสร้างลอดใต้ช่องแคบอังกฤษบริเวณช่องแคบโดเวอร์  มีความยาวทั้งสิ้น 50.5 กิโลเมตร(มีส่วนที่ใต้ทะเล 37.9 กิโลเมตร) ปัจจุบันอุโมงค์แห่งนี้ใช้เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางของชาวยุโรปและชาวอังกฤษ และยังได้ชื่อว่าเป็นอุโมงค์ที่ยาวเป็นอันดับ 2 รองจากอุโมงค์ Seikan ของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ 

 
 สุดยอดการเดินทางข้ามเกาะ!! ด้วยรถไฟวิ่งลอดใต้ทะเล
  มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนสงสัยเหมือนกันว่ามนุษย์เรามีวิธีการขุดเจาะใต้ดินให้เป็นอุโมงค์ได้ยังไง ต้องลงไปขุดๆ เหมือนในการ์ตูนหรือเปล่า?? นั่นสิ พี่มิ้นท์เจออุโมงค์พวกนี้เข้าไปแอบสงสัยเหมือนกันค่ะ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องความความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เรื่องที่ดูยาก สามารถทำได้จริงและมีประโยชน์มาจนถึงทุกวันนี้  ปัจจุบันการสร้างอุโมงค์หลายๆ แห่ง แม้กระทั่งอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินของไทยใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะอุโมงค์แบบใหม่ ซึ่งใช้หัวขุดเจาะแบบแรงดันสมดุลหรือ Earth Pressure Balance (EPB) วิธีการทำงานก็คือ จะใช้หัวเจาะหมุนตักดินในพื้นที่ที่เราต้องการ ดินพวกนั้นก็จะไหลเข้าสู่ช่องเก็บดินด้านหลังแล้วถูกลำเลียงออกไปจากอุโมงค์ค่ะ ซึ่งการขุดเจาะด้วยวิธีนี้ตอบโจทย์กับการขุดเจาะในบริเวณที่มีสภาพดินอ่อนและอยู่ในเขตเมืองได้ดีมาก เพราะเราสามารถขุดเจาะอุโมงค์โดยไม่ต้องเปิดหน้าดินหรือปิดการใช้งานหน้าดินเหนือเขตก่อสร้างเลย และที่สำคัญการขุดเจาะด้วยวิธีนี้ยังทำให้การขุดเจาะอุโมงค์ง่ายขึ้นแถมช่วยเซฟเวลาก่อสร้างได้มากทีเดียว โดยใน 1 วันสามารถทำได้ถึง 20 เมตร แต่ถ้าเป็นหัวเจาะรุ่นเก่าๆ ได้แค่วันละ 7 เมตรเท่านั้นเอง 

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

ประเทศลอยน้ำแห่งแรกของโลก นิว คิริบาส

  สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิริบาส หรือ คิริบาติ เตรียมประกาศสร้างประเทศใหม่ สาเหตุเนื่องจากประเทศคิริบาสนั้นตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก จึงเสี่ยงที่จะจมน้ำหายไปตามผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ประเทศคิริบาสจึงได้เตรียมประกาศการสร้าง นิว คิริบาสเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
โดย นิว คิริบาส นั้น จะเป็นการแก้ไขปัญหาการจมน้ำอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะทำให้ประเทศนี้กลายเป็นประเทศลอยน้ำแห่งแรกในโลก โดยรัฐบาลคิริบาติได้ว่าจ้าง บริษัทชิมิสึ ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรรมของญี่ปุ่นออกแบบโครงการดังกล่าวให้เป็นเหมือนรูปดอกบัว เชื่อมต่อกันเป็นกลุ่ม มีหอคอยหลักเป็นจุดศูนย์กลาง ทั้งนี้มีการประเมินค่าใช้จ่ายว่าโครงการดังกล่าวต้องใช้เงิน มากกว่า 317,000 ล้านปอนด์ หรือกว่า 15 ล้านล้านบาท มากกว่า GDP ของคิริบาติทั้งประเทศถึง 3,000 เท่า ทั้งนี้คิริบาติมีประชากรในประเทศทั้งหมดเพียง 100,000 คน

ข้อมูล ประเทศ คิริบาส
ประเทศคิริบาส หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐคิริบาส (อังกฤษ: Republic of Kiribati; กิลเบิร์ต: Ribaberiki Kiribati) เป็นชาติเกาะที่ตั้งในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลาง หมู่เกาะปะการัง 33 แห่งของประเทศกระจายทั่วพื้นที่ 3,500,000 ตารางกิโลเมตรใกล้เส้นศูนย์สูตร  ชื่อประเทศที่เขียนในภาษาอังกฤษคือ "Kiribati" ซึ่งมาจากการทับศัพท์คำว่า "Gilberts" ของคนในท้องถิ่น เนื่องจากว่าชื่อเดิมในภาษาอังกฤษของหมู่เกาะหลักคือ "หมู่เกาะกิลเบิร์ต" (Gilbert Islands)  ประธานาธิบดีอาโนเต ตองมาจากพรรคการเมืองเสียงข้างน้อย แต่สามารถทำงานร่วมกับพรรคการเมืองเสียงข้างมากได้ ปัญหาที่สำคัญในขณะนี้คือชาวเกาะบานาบาพยายามแยกตัวเป็นรัฐภายใต้การคุ้มครองของประเทศฟิจิ

 เศรษฐกิจของประเทศคิริบาส  คิริบาสถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก มีรายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิริบาสเคยมีรายได้มหาศาลจากการส่งออกฟอสเฟตจากเกาะบานาบา ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และเป็นร้อยละ 50 ของงบประมาณรัฐบาล อย่างไรก็ตามฟอสเฟตได้หมดลงในปี พ.ศ. 2522 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวลดลงกว่าครึ่งหนึ่งระหว่างปี 2522-2524
 ปัจจุบัน เศรษฐกิจของคิริบาสขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยจาก The Revenue Equalization Reserve Fund ซึ่งเป็นเงินที่คิริบาสสะสมจากการส่งออกฟอสเฟต มีมูลค่าประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และรัฐบาลบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้คิริบาสยังมีรายได้จากการให้สัมปะทานประมง และจากแรงงานคิริบาสนอกประเทศ รวมทั้งความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยว ด้วยลักษณะภูมิประเทศและข้อจำกัดในการเพาะปลูก ทำให้คิริบาสต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแทบทุกชนิด  ประชากรร้อยละ 98 เป็นชาวไมโครนีเซียและนับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกร้อยละ 53 และคริสต์นิกายคิริบาสโปรแตนแตนต์ร้อยละ 39 ประชากรไทย 1 คน